Because being beautiful should never harm you.

+66 2 374-0021

info@gethaven.app

รีวิว KCM Trade จากผู้ใช้จริง
24, ต.ค. 2025
รีวิว KCM Trade ดีจริงไหมจากมุมมองเทรดเดอร์มือใหม่

จากข้อมูลรีวิว KCM Trade จะเห็นได้ว่าเป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมาพร้อมกับแพลตฟอร์มเทรดที่ใช้งานง่าย ระบบฝากถอนมีความปลอดภัย อีกทั้งยังมีบัญชีหลายประเภทให้เทรดเดอร์เลือกลงทุนได้ตามสไตล์ที่ต้องการ และสำหรับบทความนี้จะพาไปดูมุมมองเทรดเดอร์มือใหม่ที่ใช้งานจริงกันบ้างว่า โบรกเกอร์นี้มีความน่าสนใจจริงหรือไม่ และเหมาะสมกับเทรดเดอร์ระดับไหนบ้าง

รีวิว KCM Trade จากผู้ใช้งานจริงเหมาะกับมือใหม่หรือไม่

หนึ่งในเหตุผลที่มือใหม่หลายคนสนใจเนื้อหารีวิว KCM Trade คือความสะดวกในการเริ่มต้นเทรด เนื่องจากโบรกเกอร์นี้อนุญาตให้เปิดบัญชีได้ง่ายเพียงไม่กี่ขั้นตอน โดยสามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ และฝากเงินเริ่มต้นไม่สูงมาก นอกจากนี้เมื่อทดลองใช้งานจริงก็มีจุดที่เทรดเดอร์มือใหม่ส่วนใหญ่ชื่นชอบ คือ

  • หน้าตาเว็บไซต์เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน
  • แพลตฟอร์มเสถียร ไม่ค้างแม้ช่วงข่าวแรง ๆ
  • รองรับภาษาไทยในบางส่วนของระบบ

อย่างไรก็ตาม ในรีวิว KCM Trade จากผู้ใช้จริงได้ระบุว่าระบบถอนเงินอาจใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้และพบความล่าช้าในการตอบกลับจากฝ่ายบริการลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่มือใหม่ควรรู้ก่อนลงทะเบียนใช้งาน

ข้อดีในรีวิว KCM Trade ที่เทรดเดอร์มือใหม่ควรรู้

นอกจากรีวิว KCM Trade จะแสดงให้เห็นถึงระบบการใช้งานแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์สำหรับมือใหม่ ก็ยังมีข้อดีในเรื่องอื่น ๆ ที่ทำให้โบรกเกอร์นี้มีความน่าสนใจดังนี้

1. เปิดบัญชีง่ายและมีบัญชีทดลอง ผู้เริ่มต้นสามารถเปิดบัญชี Demo เพื่อฝึกเทรดได้โดยไม่ต้องใช้เงินจริง เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นใจในกลยุทธ์หรือยังเรียนรู้ระบบอยู่

2. สเปรดเริ่มต้นต่ำ ในข้อมูลหน้าเว็บไซต์ของโบรกเกอร์ระบุว่าสเปรดเริ่มต้นที่ 1.2 pips ในบัญชี MT5 Low Spread (STP)  ซึ่งถือว่าค่อนข้างแข่งขันได้เมื่อเทียบกับโบรกเกอร์ระดับเดียวกัน

3. รองรับสินทรัพย์หลากหลายประเภท สามารถเลือกเทรดได้ทั้ง Forex ทองคำ น้ำมัน ดัชนีหุ้น และหุ้น CFDs มากกว่า 200 สินทรัพย์ ช่วยให้มือใหม่มีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้น

4. มีระบบ Copy Trade และ EA สำหรับคนที่ยังไม่มีประสบการณ์สามารถใช้ระบบ Copy Trade เพื่อคัดลอกการเทรดของมืออาชีพ หรือใช้ EA เพื่อช่วยจัดการคำสั่งซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง

จุดที่ควรระวังสำหรับมือใหม่จากรีวิว KCM Trade

แม้ในรีวิวของผู้ใช้จริงจะเผยให้เห็นข้อดีในหลายด้าน แต่ก็ยังมีบางประเด็นที่เทรดเดอร์มือใหม่ควรรู้ก่อนเปิดบัญชีใช้งานจริงดังนี้

1. การถอนเงินบางครั้งใช้เวลานาน จากข้อมูลในรีวิวของผู้ใช้จริงพบว่า ระบบการถอนเงินมีความล่าช้า หรือมีขั้นตอนตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนถอน

2. ฝ่ายบริการลูกค้าตอบกลับช้าในบางช่วงเวลา โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดหรือตอนตลาดปิด ซึ่งอาจไม่สะดวกสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือทันที

3. ใบอนุญาต FSC ไม่ใช่ระดับสูงสุด ถึงแม้จะเป็นใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังไม่เทียบเท่ากับโบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ FCA หรือ ASIC แม้จะมีบริษัทในเครือที่กำกับโดย ASIC ก็ตาม

บทสรุป

จากข้อมูลทั้งหมดในรีวิว KCM Trade จะเห็นว่าโบรกเกอร์นี้มีความครบถ้วนทั้งในด้านแพลตฟอร์ม ระบบเทรด และสินทรัพย์ที่รองรับ เหมาะสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างมาก โดยสรุปแล้ว KCM Trade ถือเป็นโบรกเกอร์ที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น หากใช้เพื่อฝึกฝนกลยุทธ์ หรือเทรดในขนาดเล็ก ๆ จะเหมาะสมที่สุด ส่วนใครที่ต้องการเทรดเงินทุนจำนวนมาก อาจต้องพิจารณาเรื่องใบอนุญาตและการถอนเงินเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ

เทรดทอง Forex
14, ต.ค. 2025
เทรดทอง Forex ดีไหม เจาะลึกเทคนิคเบื้องต้นสำหรับมือใหม่

การเทรดทอง Forex กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว และสามารถเก็งกำไรจากความผันผวนของราคาได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่แน่ใจว่าเทรดทองในตลาด Forex ดีจริงไหม และควรเริ่มต้นอย่างไร วันนี้เราจะมาสอนเทรดทอง Forex พร้อมแนะนำเทคนิคเบื้องต้นที่เข้าใจง่าย และเริ่มต้นเทรดได้อย่างมั่นใจ

เทรดทอง Forex หมายถึงการเทรดแบบไหน

การเทรดทอง Forex หมายถึง การซื้อขายสัญญาทองคำในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราโลก (Forex Market) โดยคู่เงินที่นิยมใช้เทรดคือ XAUUSD ซึ่งจะเป็นทองคำ (XAU) จับคู่กับดอลลาร์สหรัฐ (USD) นักลงทุนสามารถเก็งกำไรได้ทั้งในช่วงที่ราคาทองขึ้น (เปิด Buy) หรือช่วงที่ราคาทองลง (เปิด Sell) นอกจากนี้ความพิเศษของตลาดนี้คือ คุณไม่จำเป็นต้องถือทองคำจริง และสามารถทำกำไรได้จากส่วนต่างของราคา โดยใช้แพลตฟอร์มเทรดออนไลน์ เช่น MetaTrader 4 (MT4) หรือ MetaTrader 5 (MT5) ที่เชื่อมต่อกับโบรกเกอร์ได้ทั่วโลก

เทคนิคเบื้องต้นในการเทรดทอง Forex สำหรับมือใหม่

สำหรับมือใหม่การเริ่มต้นเทรดทอง Forex ควรเน้นไปที่การทำความเข้าใจในความรู้พื้นฐาน และมีวินัยในการเทรด ซึ่งมีเทคนิคที่ควรรู้ก่อนเริ่มเทรดจริงดังนี้

1. ทำความเข้าใจปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis)

ราคาทองคำจะถูกขับเคลื่อนด้วยข่าวสารสำคัญระดับโลก ดังนั้นจึงไม่ควรพลาดการติดตามปัจจัยในด้านต่าง ๆ เหล่านี้ก่อนเริ่มเทรด

  • ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (USD) ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำกับดอลลาร์ส่วนใหญ่มักเป็นแบบผกผัน ถ้าดอลลาร์แข็งค่า ทองคำก็มักจะร่วงลง
  • อัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ดอลลาร์แข็งค่า และกดดันราคาทองคำให้ต่ำลง
  • ภาวะเงินเฟ้อ หรือวิกฤตเศรษฐกิจ เมื่อมีสัญญาณของเงินเฟ้อหรือความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนจะหันมาซื้อทองคำเพื่อป้องกันความเสี่ยง จึงทำให้มีราคาทองมักพุ่งสูงขึ้น

2. เริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical Analysis)

การวิเคราะห์ทางเทคนิคคือการศึกษาพฤติกรรมราคาจากกราฟในอดีต ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเทรดทอง Forex ในระยะสั้นถึงกลางอย่างมาก สามารถเริ่มต้นด้วยเทคนิคง่าย ๆ คือ

  • แนวรับและแนวต้าน (Support & Resistance) หาจุดที่ราคาทองคำมักจะกลับตัว ซึ่งแนวรับคือจุดที่ราคาสิ้นสุดขาลงและเด้งขึ้น ส่วนแนวต้านคือจุดที่ราคาขึ้นไปชนแล้วมักจะย่อตัวลง
  • แนวโน้ม (Trend) ระบุว่าราคากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น (Uptrend) ขาลง (Downtrend) หรือไซด์เวย์ (Sideways) เพราะการเทรดตามแนวโน้มหลักจะเพิ่มโอกาสให้ชนะได้ง่าย
  • ใช้เครื่องมือช่วย เริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) เพื่อยืนยันแนวโน้ม หรือ RSI (Relative Strength Index) เพื่อดูว่าทองคำอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือขายมากเกินไป (Oversold)

3. การบริหารความเสี่ยงคือหัวใจสำคัญ

ความผิดพลาดที่มือใหม่ทำบ่อยที่สุดคือ ไม่จัดการความเสี่ยง เพราะการเทรดทองที่ใช้เลเวอเรจร่วมด้วย ต้องมาพร้อมวินัยด้านการจัดการเงินทุน คือ

  • กำหนด Stop Loss (SL) เป็นคำสั่งที่ต้องตั้งทุกครั้ง ควรตั้งจุดตัดขาดทุนไว้ล่วงหน้าเพื่อจำกัดความเสียหายหากราคาวิ่งสวนทางกับที่คุณคาดการณ์
  • คำนวณความเสี่ยง ไม่ควรเสี่ยงเงินเกิน 1-2% ของเงินทุนทั้งหมดต่อการเทรดหนึ่งครั้ง เช่น หากคุณมีเงินทุน $1,000 ก็ไม่ควรขาดทุนเกิน $10-$20 ในการเทรดแต่ละไม้ และหากมีการเข้าออเดอร์หลายไม้ให้คำนวณความเสี่ยงจากยอด Balance ไม่ใช่ Equity เพราะ Equity ไม่ใช่กำไรหรือขาดทุนที่แท้จริงจนกว่าจะปิดออเดอร์
  • อย่าใช้เลเวอเรจมากเกินไป แม้เลเวอเรจจะเพิ่มกำลังซื้อ แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการล้างพอร์ตด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรเลือกใช้ในระดับที่เหมาะสมและปลอดภัย

บทสรุป

แค่เพียงมีความรู้และวินัยที่ดี ก็สามารถประสบความสำเร็จในการเทรดทอง Forex ได้ ซึ่งตลาดทองใน Forex นั้นมีสภาพคล่องสูงและข้อมูลให้วิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังสามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงราคาขึ้นและลง ในขณะเดียวกันเทรดเดอร์ก็ควรตระหนักว่าทุกการลงทุนล้วนมีความเสี่ยง ดังนั้นควรเริ่มต้นจากพื้นฐานที่ถูกต้องและฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะได้เป็นนักเทรดทองมืออาชีพในอนาคต

FVG Forex
9, ต.ค. 2025
กลยุทธ์ FVG Forex คืออะไร สำคัญยังไงต่อการซื้อขายในตลาด

FVG Forex ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักเทรดเข้าใจพฤติกรรมของราคาและสามารถนำไปปรับใช้เป็นกลยุทธ์ซื้อขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าในตลาดจะมีกลยุทธ์มากมายให้นักลงทุนเลือกใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ด้วยอินดิเคเตอร์ การเทรดตามแนวโน้มราคา หรือการใช้ Price Action ก็ตาม แต่แนวคิดเรื่อง FVG Forex ก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทำความรู้จัก FVG Forex คืออะไร

คำว่า FVG Forex มาจากชื่อเต็มว่า Fair Value Gap หรือช่องว่างราคา หมายถึงช่วงราคาที่เกิดความไม่สมดุลระหว่างแรงซื้อและแรงขาย โดยมากมักจะเกิดขึ้นในรูปแบบแท่งเทียน 3 แท่งติดต่อกัน เช่น

  • แท่งเทียนแท่งแรก เคลื่อนที่ตามปกติ
  • แท่งเทียนแท่งที่สอง มีการเคลื่อนที่อย่างรุนแรง ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง
  • แท่งเทียนแท่งที่สาม ไม่สามารถปิดช่องว่างของราคาของแท่งที่สองได้
  • ส่งผลให้เกิด Gap หรือช่องว่างระหว่างแท่งเทียน

ช่องว่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดมีแรงซื้อหรือแรงขายที่ไม่สมดุล และบ่อยครั้งราคามักจะย้อนกลับมาเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวก่อนเคลื่อนต่อไป

วิธีประยุกต์ใช้กลยุทธ์ FVG Forex ในการซื้อขาย

เมื่อรู้แล้วว่า FVG Forex คืออะไร และทำไมถึงมีความสำคัญต่อการวิเคราะห์ตลาด ขั้นตอนต่อมาคือการนำแนวคิดนี้ไปใช้ในการซื้อขายจริง ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าควรเริ่มจากตรงไหนก่อนดี หรือต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างในการใช้งาน ความจริงแล้วแค่เพียงคุณเข้าใจหลักการพื้นฐานและใช้ร่วมกับการบริหารความเสี่ยงที่ดี ก็สามารถต่อยอดเป็นกลยุทธ์การเทรดที่มีประสิทธิภาพได้

1. ระบุแนวโน้มหลัก (Trend Analysis) ก่อนใช้ FVG Forex ควรดูแนวโน้มตลาดก่อน เช่น หากตลาดอยู่ในขาขึ้น ให้มองหา FVG ที่เกิดจากแรงซื้อ และใช้เป็นจุดรอเข้าซื้อได้เลย

2. หาจุดเข้า (Entry Point) เมื่อราคาย้อนกลับเข้ามาที่โซน FVG แล้วเกิดสัญญาณกลับตัว เช่น Pin Bar หรือ Engulfing นักเทรดสามารถใช้เป็นจุดเปิดออเดอร์ได้

3. วางจุดหยุดขาดทุน (Stop Loss) ควรตั้ง Stop Loss ไว้ใต้หรือเหนือโซน FVG เพื่อป้องกันความเสี่ยงหากราคาทะลุไปผิดทาง

4. กำหนดเป้าหมายทำกำไร (Take Profit) สามารถตั้งเป้าไว้ที่โซนแนวรับ-แนวต้านถัดไป หรือปล่อยให้ราคาวิ่งไปตามแนวโน้ม โดยมีการเลื่อน Trailing Stop Loss เพื่อรักษากำไร

บทสรุป

กลยุทธ์ FVG Forex คือการใช้ประโยชน์จากช่องว่างของราคาที่เกิดขึ้นจากความไม่สมดุลของตลาด ซึ่งสามารถช่วยให้นักเทรดจับจังหวะการเข้าออกตลาดได้แม่นยำมากขึ้น อีกทั้งจุดเด่นของกลยุทธ์นี้คือความเรียบง่าย ไม่ต้องพึ่งอินดิเคเตอร์อื่นก็สามารถสะท้อนพฤติกรรมราคาที่แท้จริงได้ สำหรับผู้ที่อยากเพิ่มมุมมองใหม่ ๆ ในการเทรดควรศึกษาและทดลองใช้ เพราะจะช่วยให้คุณเข้าใจโครงสร้างตลาดได้ชัดเจนและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้อีกหนึ่งกลยุทธ์

Price Action คืออะไร
8, ต.ค. 2025
Price Action คืออะไร มีความสำคัญยังไงต่อการเทรด Forex

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่ตลาด Forex ควรทำความเข้าใจว่า Price Action คืออะไรเป็นอันดับแรก เพราะเป็นหนึ่งในเทคนิคการวิเคราะห์ตลาดโดยใช้การอ่านข้อมูลของราคาเพียงอย่างเดียว ไม่ต้องพึ่งอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคอื่น ๆ มาประกอบการตัดสินใจ แค่ใช้การสังเกตความเคลื่อนไหวของแท่งเทียน (Candlestick) รูปแบบกราฟ และโครงสร้างตลาด ก็จะสามารถมองเห็นแนวโน้มของราคาว่าจะมีทิศทางไปทางไหนต่อ

ในการเทรด Forex ความสำคัญของ Price Action คืออะไร

นักเทรดหลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเสียเวลาเรียนรู้ว่า Price Action คืออะไร ทั้ง ๆ ที่มีอินดิเคเตอร์อื่นให้เลือกใช้มากมาย คำตอบคือ Price Action สามารถให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเรียลไทม์ได้มากกว่า ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะว่าราคา (Price) คือผลลัพธ์ที่มาจากแรงซื้อและแรงขายของนักลงทุนทุกคน ในขณะที่อินดิเคเตอร์ส่วนใหญ่จะถูกคำนวณมาจากราคาอีกที จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของตลาด ดังนั้นการเรียนรู้ Price Action จึงช่วยให้นักเทรดเห็นภาพรวมของกราฟได้ชัดเจนและเป็นปัจจุบันมากที่สุด

หลักการใช้งานที่สำคัญของ Price Action

หลายคนอาจเคยเห็นคำว่า PA Forex คืออะไรจากในบทความหรือคอร์สเรียนต่าง ๆ มาบ้างแล้ว ซึ่งถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เป็นการวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของราคาบนกราฟโดยตรง ไม่ต้องใช้ตัวชี้วัด (Indicator) อื่น ๆ มาประกอบการตัดสินใจ เป็นรูปแบบการอ่านกราฟเปล่า เพื่อทำความเข้าใจว่าตลาดกำลังบอกอะไรผ่านรูปร่างของแท่งเทียนและโครงสร้างราคา สำหรับในส่วนของหลักการใช้งานที่สำคัญนั้นจะมีดังนี้

1. Candlestick Pattern (รูปแบบแท่งเทียน) เช่น Pin Bar, Engulfing หรือ Inside Bar เป็นรูปแบบแท่งเทียนที่บ่งบอกสัญญาณการกลับตัวหรือไปต่อของราคา ช่วยบอกว่า ณ ขณะนี้ตลาดกำลังอยู่ในภาวะใด

2. แนวรับ-แนวต้าน (Support & Resistance) เป็นการสังเกตพฤติกรรมของระดับราคาในอดีตที่เคยมีแรงซื้อ (แนวรับ) หรือแรงขาย (แนวต้าน) เพื่อใช้เป็นสัญญาณหาจุดเข้าหรือออกจากการเทรด

3. โครงสร้างตลาด (Market Structure) การดูจุดสูง-ต่ำ (Higher High, Lower Low) เพื่อระบุแนวโน้มว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ขาลง หรือ Sideway

4. Breakout & Fakeout มีการทะลุแนวรับ-แนวต้าน หรือการทะลุหลอก เป็นสัญญาณที่เทรดเดอร์จะใช้ Price Action เพื่อหาจังหวะเข้าออเดอร์ที่มีความได้เปรียบ

เคล็ดลับใช้งาน Price Action ให้ได้ผลจริง

การเรียนรู้ว่า Price Action คืออะไร จะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำกำไรในตลาด Forex ได้ ซึ่งหากในตอนนี้คุณเป็นมือใหม่และอยากทำกำไรให้ได้เหมือนเทรดเดอร์มืออาชีพก็สามารถเริ่มฝึกฝนจากการอ่านแท่งเทียนย้อนหลังเพื่อสร้างความเข้าใจพื้นฐาน โดยเริ่มต้นจาก Timeframe ใหญ่ก่อน เช่น H4 (กราฟ 4 ชั่วโมง) หรือ D1 (กราฟรายวัน) เพราะจะช่วยลดสัญญาณหลอก (Noise) ที่มักเกิดขึ้นใน Timeframe เล็ก ๆ ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่าใช้ Price Action เพียงอย่างเดียว ควรใช้หลักการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ร่วมด้วยเสมอ เพื่อป้องกันการขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นได้ และอย่าลืมที่จะทดลองเทรดในบัญชี Demo ก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจและทดสอบกลยุทธ์ก่อนที่จะตัดสินใจเปิดบัญชีจริง

บทสรุป

จากทั้งหมดที่กล่าวมาหากจะสรุปว่า Price Action คืออะไรแบบเข้าใจง่ายที่สุดก็คือ การอ่านพฤติกรรมราคาบนกราฟโดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งอินดิเคเตอร์อื่น ๆ มาช่วยเสริมการตัดสินใจ กลยุทธ์นี้ถือว่าเหมาะกับการเทรด Forex เป็นอย่างมาก เพราะช่วยให้คุณเข้าใจตลาดในเชิงลึกได้มากขึ้น และเมื่อคุณมีความเข้าใจก็จะส่งผลให้มีความมั่นใจในการเทรดและมีโอกาสทำกำไรได้มากขึ้นตามไปด้วย

CFD คือ
24, ก.ค. 2025
CFD คืออะไร ต่างจากการเทรดหุ้นทั่วไปอย่างไรบ้าง

ในโลกของการลงทุนที่มีสินทรัพย์และเครื่องมือทางการเงินหลากหลาย การทำความเข้าใจแต่ละประเภทเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายโอกาสและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกำไร หนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (Contract for Difference – CFD) ซึ่งหลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า CFD คือ อะไร หรือได้ยินบ่อยขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา CFD เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์, หรือแม้แต่สกุลเงินดิจิทัล โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นๆ จริงๆ  บทความนี้จะพาทุกๆ ท่านไปเรียนรู้เกี่ยวกับ “CFD คืออะไร ต่างจากการเทรดหุ้นทั่วไปอย่างไรบ้าง” กันครับ

แก่นแท้ของ CFD คืออะไร?

CFD คือ สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างนักลงทุนกับโบรกเกอร์ โดยตกลงที่จะแลกเปลี่ยนส่วนต่างของราคาที่เปลี่ยนไปของสินทรัพย์อ้างอิง ณ จุดที่เข้าและออกจากสัญญา พูดง่ายๆ คือ นักลงทุนไม่ได้ซื้อหรือขายสินทรัพย์จริงๆ แต่เป็นการเก็งกำไรจาก “ส่วนต่าง” ของราคาเท่านั้น เช่น หากคุณเชื่อว่าราคาหุ้น A จะเพิ่มขึ้น คุณก็เปิดสัญญาซื้อ CFD หุ้น A และหากราคาขึ้นตามที่คาดไว้ คุณก็จะได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นนั้น แต่หากราคาลดลง คุณก็จะขาดทุนจากส่วนต่างราคาที่ลดลงไป

CFD คือ ผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ (Derivative Product) ประเภทหนึ่ง ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถ:

  1. ทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง: นี่คือจุดเด่นสำคัญของ CFD คือ ความสามารถในการ “Long” (ซื้อ) เพื่อทำกำไรเมื่อราคาขึ้น และ “Short” (ขายชอร์ต) เพื่อทำกำไรเมื่อราคาลง โดยไม่จำเป็นต้องยืมหุ้นมาขายชอร์ตเหมือนการเทรดหุ้นทั่วไป
  2. ใช้เลเวอเรจได้ (Leverage): CFD คือ เครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถควบคุมตำแหน่งการซื้อขายที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินทุนที่วางหลักประกัน (Margin) ได้หลายเท่าตัว ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำกำไรได้มาก แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงในการขาดทุนเช่นกัน
  3. เข้าถึงสินทรัพย์หลากหลาย: โบรกเกอร์ CFD มักจะเสนอสินทรัพย์อ้างอิงที่หลากหลายครอบคลุมตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ้นรายตัวจากตลาดหลักทรัพย์ชั้นนำ, ดัชนีหุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ทองคำ น้ำมัน), คู่สกุลเงิน Forex, หรือแม้กระทั่งคริปโตเคอร์เรนซี ทำให้ CFD คือ ทางเลือกที่ครบวงจร

CFD คือ อะไรที่แตกต่างจากการเทรดหุ้นทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

เพื่อทำความเข้าใจ CFD คือ อะไรอย่างแท้จริง เราต้องเปรียบเทียบกับ “การเทรดหุ้นทั่วไป” ซึ่งหมายถึงการซื้อขายหุ้นสามัญในตลาดหลักทรัพย์แบบปกติ ดังนี้:

1. การเป็นเจ้าของสินทรัพย์

  • CFD คือ: คุณไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์อ้างอิงจริงๆ เช่น หากคุณซื้อ CFD หุ้น Apple คุณไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้น Apple นั้นๆ แต่เป็นเพียงสัญญาที่อ้างอิงราคาหุ้น Apple เท่านั้น ดังนั้น คุณจะไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการประชุมผู้ถือหุ้น หรือได้รับเงินปันผลโดยตรง (แต่โบรกเกอร์ CFD บางรายอาจมีการปรับบัญชีให้สะท้อนถึงเงินปันผลเหล่านั้น)
  • เทรดหุ้นทั่วไปคือ: คุณเป็นเจ้าของหุ้นสามัญของบริษัทนั้นๆ อย่างแท้จริง มีชื่อของคุณอยู่ในทะเบียนผู้ถือหุ้น มีสิทธิ์ออกเสียงในการประชุม และมีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลที่บริษัทจ่ายให้

2. การใช้เลเวอเรจ (Leverage)

  • CFD คือ: อนุญาตให้ใช้เลเวอเรจได้สูงมาก เช่น 1:100 หรือ 1:500 ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถควบคุมตำแหน่งการซื้อขายที่มีมูลค่า 100 หรือ 500 เท่าของเงินทุนที่คุณวางเป็นหลักประกัน (Margin) การ CFD คือ เครื่องมือที่ทำให้คุณมีกำลังซื้อสูงขึ้นมาก แต่ในขณะเดียวกัน หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางกับที่คุณคาดไว้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้คุณขาดทุนอย่างรวดเร็วและร้ายแรงจนเงินทุนหมดบัญชีได้
  • เทรดหุ้นทั่วไปคือ: โดยปกติแล้วการซื้อขายหุ้นทั่วไปจะใช้เงินทุนเต็มจำนวน (1:1) หรือหากใช้มาร์จิ้น (Margin Account) ก็จะมีเลเวอเรจที่ต่ำกว่ามากและถูกควบคุมโดยกฎระเบียบที่เข้มงวดกว่า เพื่อจำกัดความเสี่ยง

3. การทำกำไรจากตลาดขาลง (Short Selling)

  • CFD คือ: คุณสามารถทำ Short Selling (ขายชอร์ต) ได้อย่างง่ายดายและไม่มีข้อจำกัดมากนัก คุณเพียงแค่เปิดสัญญาขาย CFD ของสินทรัพย์นั้นๆ หากราคาลดลง คุณก็จะได้กำไรจากการทำ Short การ CFD คือ เครื่องมือที่เปิดโอกาสให้ทำกำไรได้ทั้งสองทิศทางตลาด
  • เทรดหุ้นทั่วไปคือ: การ Short Selling หุ้นสามัญมีข้อจำกัดที่เข้มงวดกว่ามาก โดยปกติแล้วจะต้องยืมหุ้นจากโบรกเกอร์มาขาย และต้องมีหุ้นให้ยืม จึงจะสามารถทำได้

4. โบรกเกอร์และตลาดซื้อขาย

  • CFD คือ: การซื้อขาย CFD เกิดขึ้นระหว่างนักลงทุนกับโบรกเกอร์ (Over-the-Counter – OTC) ไม่ได้เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่มีการจัดระเบียบและควบคุมอย่างเป็นทางการ โบรกเกอร์ CFD จะเป็นผู้กำหนดราคา Bid/Ask และเป็นคู่สัญญาของคุณโดยตรง (Market Maker)
  • เทรดหุ้นทั่วไปคือ: การซื้อขายหุ้นสามัญเกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่มีการจัดระเบียบและควบคุม เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมีกฎระเบียบที่ชัดเจน ราคาจะถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานจากผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมาก

5. ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม

  • CFD คือ: ค่าใช้จ่ายหลักของการเทรด CFD คือ “สเปรด” (Spread) ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคา Bid และ Ask ที่โบรกเกอร์กำหนด นอกจากนี้ อาจมีค่าธรรมเนียมข้ามคืน (Overnight Fee หรือ Swap Fee) หากคุณถือสถานะข้ามวัน ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่เรียกเก็บหรือจ่ายคืนจากการใช้เลเวอเรจ
  • เทรดหุ้นทั่วไปคือ: ค่าใช้จ่ายหลักคือค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Commission) ที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ และอาจมีภาษี (ในบางประเทศ) ไม่มีค่าธรรมเนียมข้ามคืนสำหรับการถือหุ้นทั่วไป

6. ความเสี่ยง

  • CFD คือ: มีความเสี่ยงสูงมากเนื่องจากการใช้เลเวอเรจ ซึ่งสามารถทำให้ขาดทุนเกินกว่าเงินลงทุนเริ่มต้นได้ หากตลาดเคลื่อนไหวสวนทางอย่างรุนแรง คุณอาจถูกเรียก Margin Call (การเรียกหลักประกันเพิ่ม) หรือถูกปิดสถานะโดยอัตโนมัติ (Stop Out) หากเงินหลักประกันไม่เพียงพอ การ CFD คือ เครื่องมือที่ไม่เหมาะสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์
  • เทรดหุ้นทั่วไปคือ: ความเสี่ยงสูงสุดคือการขาดทุนเท่ากับเงินลงทุนเริ่มต้นเท่านั้น (ไม่รวมการใช้ Margin Account ที่มีเลเวอเรจ)

CFD คือ เครื่องมือทางการเงินที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากการเทรดหุ้นทั่วไป มันมอบโอกาสในการทำกำไรได้ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง ด้วยการใช้เลเวอเรจที่สูง และเข้าถึงสินทรัพย์ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ความสามารถเหล่านี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่ามาก การ CFD คือ ทางเลือกที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีความเข้าใจในตลาดเป็นอย่างดี, มีประสบการณ์ในการเทรด, และมีความสามารถในการบริหารความเสี่ยงที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น

ดัชนีสิงคโปร์
12, ต.ค. 2023
ส่องดัชนีสิงคโปร์มีกลุ่มไหนน่าลงทุนบ้าง

ภายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (Singapore Exchange Limited) มีดัชนีสิงคโปร์เป็นแหล่งเงินทุนที่สร้างรายได้ใหญ่ให้แก่นักลงทุน โดยตลาดแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อบริษัทที่มีศักยภาพทั่วภูมิภาคเอเชีย กับนักลงทุนที่เทกำลังซื้อมาจากทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งยังเป็นตลาดที่มีการเปิดคำสั่งซื้อ-ขายหุ้นระหว่างประเทศที่มีความเคลื่อนไหวและมีขนาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยจำนวนบริษัทต่างชาติที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งนี้คิดเป็นสัดส่วนได้มากกว่า 40% ช่วยให้นักลงทุนได้กระจายความเสี่ยงไปสู่ประเทศอื่น ๆ ได้ทั่วโลก

ศักยภาพดัชนีสิงคโปร์ ที่ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก

                ดัชนีสิงคโปร์ หรือ Straits Time Index (STI) มีขนาดที่ใหญ่เทียบเท่าได้กับดัชนีหุ้นของกลุ่มบริษัทในประเทศที่พัฒนาแล้ว อีกทั้งประเทศสิงคโปร์ยังเป็นเพียงประเทศเดียวในอาเซียน ที่ได้รับความสนใจจัดอันดับจาก Fitch Ratings, Standard & Poor’s และ Moody’s Investor Service ให้เป็นประเทศที่มีเครดิตในระดับ AAA ในสินทรัพย์และการให้บริการทางการเงิน เช่น ธุรกิจธนาคาร, ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับประกันภัย, นโยบายการจัดการสินทรัพย์, นโยบายการจัดหาเงินทุน และตลาดทุน เป็นต้น

                นอกจากนี้ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ยังเป็นแหล่งใหญ่ในการให้บริการซื้อ-ขายตราสารทุนกับประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน และประเทศอินเดีย ด้วยเหตุนี้ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์จึงถือว่าเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องติดอันดับแถวหน้าของโลก โดยมีดัชนีสิงคโปร์ที่นักลงทุนให้ความนิยมในการเปิดคำสั่งซื้อ-ขายในอัตราส่วนที่มากถึง 90% ซึ่งบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในดัชนีของตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ประกอบไปด้วยบริษัททุนขนาดใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศไต้หวัน และรวมไปถึงประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน

3 กลุ่มธุรกิจที่น่าลงทุนในดัชนีสิงคโปร์

                ดัชนีสิงคโปร์ประกอบไปด้วยบริษัททุนขนาดใหญ่ โดยสามารถแบ่งเป็นภาคเศรษฐกิจของกลุ่มธุรกิจที่น่าจับตามองและร่วมลงทุน 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

ธุรกิจธนาคาร

เนื่องจากประเทศสิงคโปร์ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีอิทธิพลทางการเงินของเอเชีย อีกทั้งยังติดอันดับ 1 ใน 3 ประเทศ ที่ถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก กลุ่มธุรกิจธนาคารจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ โดยสามารถวัดสัดส่วนในดัชนีหุ้นสิงคโปร์ (STI) ได้มากถึง 45% มีธุรกิจธนาคารที่ถือว่าเป็นธนาคารหลักของประเทศ เช่น UOB, DBS และOCBC เป็นต้น

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เป็นที่น่าสนใจและจับตามองเป็นอย่างมากที่กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (REIT) มีสัดส่วนในดัชนีสิงคโปร์มากถึง 13% ส่งผลให้ประเทศสิงคโปร์กำลังจะได้รับการจัดอันดับให้เป็น REIT Hub ระดับโลก และเป็นศูนย์กลางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย

อุตสาหกรรมภาคการผลิตของประเทศ

อุตสาหกรรมภาคการผลิตของประเทศสิงคโปร์ เป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจที่นักลงทุนให้ความสนใจ โดยมีสัดส่วนในดัชนีหุ้นสิงคโปร์ประมาณ 9% และมีบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตที่เข้าจดทะเบียน 6 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มอาหาร, กลุ่มเครื่องดื่ม, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์, กลุ่มยาชีวภาพ และกลุ่มปิโตรเคมี

ตลาดหลักทรัพย์และดัชนีสิงคโปร์มีความเจริญเติบโตอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการให้บริการเปิดคำสั่งซื้อ-ขายหุ้น การชำระหุ้น และการให้บริการทางการเงิน ช่วยให้นักลงทุนมีช่องทางในการเลือกลงทุนกับสินทรัพย์ที่มีความหลากหลายจากบริษัทขนาดใหญ่ระดับโลก เพิ่มโอกาสในการกระจายความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทน

ประกันสะสมทรัพย์
14, มิ.ย. 2023
แนะนำนักออมมือใหม่ เริ่มสร้างวินัยด้วยประกันสะสมทรัพย์

ใครที่กำลังอยากสร้างวินัยเพื่อความมั่นคงในชีวิตแต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ประกันสะสมทรัพย์ถือเป็นทางเลือกที่ดีเพื่อเริ่มต้นสร้างพื้นฐานทางการเงินได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ หากคุณเองก็เป็นนักออมมือใหม่ที่ต้องการเริ่มสร้างวินัยทางการเงิน และต้องการความคุ้มครองในชีวิตคู่ไปด้วย จำเป็นต้องทำความรู้จักประกันแบบสะสมทรัพย์ที่ให้มากกว่าการคุ้มครองนี้ก่อนเริ่มต้นลงทุน

ประกันสะสมทรัพย์ คืออะไร?

ประกันสะสมทรัพย์เป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่งที่คุ้มค่า สามารถช่วยคุ้มครองชีวิตของเราได้ในระยะยาว ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของการออมเงินร่วมกับความคุ้มครอง ถ้ามองแบบง่าย ๆ ก็เหมือนเราทำประกันชีวิตโดยชำระด้วยการฝากเงิน เมื่อส่งเบี้ยประกันครบตามจำนวนของกรมธรรม์ที่ทำสัญญาไว้แล้ว เราจะได้รับทุนประกันคืนพร้อมดอกเบี้ย โดยเราสามารถเลือกรับเงินก้อนทีเดียวหลังจากครบสัญญา หรือจะเลือกรับเป็นรับเงินปันผลในช่วงที่กำลังส่งเบี้ยประกันก็ได้เช่นกัน 

ดังนั้นก่อนการตัดสินใจทำประกัน หรือออมเงินไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม เราจำเป็นต้องศึกษาถึงผลประโยชน์และเงื่อนไขให้ดีเสียก่อน เพื่อให้เป็นแนวทางในการลงทุนและสร้างรากฐานที่ดีในชีวิต อีกทั้งจะกลายเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเอง โดยการทำประกันนั้นมีสิ่งสำคัญที่เราต้องคำนึงถึง ได้แก่

ประกันสะสมทรัพย์
  • รายละเอียดของกรมธรรม์

ในการตัดสินใจทำประกันสะสมทรัพย์ เราต้องทำความเข้าใจกับรายละเอียดของรูปแบบประกันให้ดี เพราะประกันแบบสะสมทรัพย์นั้นเป็นการลงทุนแบบระยะยาว ซึ่งจะแตกต่างกับการออมเงินกับทางธนาคารแบบทั่วไป ในขณะที่เราอยู่ในระหว่างสัญญา เราจะไม่สามารถนำเงินที่จ่ายไปแล้วมาใช้ได้เหมือนแบบการออมเงินกับธนาคารทั่วไป อีกทั้งยังต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันตามกำหนดด้วย

  • พิจารณากำลังจ่ายของตัวเอง

ในการเลือกทำประกันทุก ๆ รูปแบบ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เราควรเลือกทำประกันตามกำลังจ่ายของตัวเอง เราต้องพิจารณาว่า เราสามารถที่จะชำระค่าเบี้ยของประกันได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่? เราจะไม่หยุดจ่ายเบี้ยกลางคันให้เสียประโยชน์ใช่ไหม? หากเลือกซื้อกรมธรรม์ที่มีเบี้ยสูงจนทำให้มีปัญหาติดขัดในการจ่ายค่าเบี้ย จะกลายเป็นว่าต้องเสียผลประโยชน์มากกว่าได้ประโยชน์

ไขข้อสงสัยตัวเลขในชื่อประกันสะสมทรัพย์คืออะไร

เชื่อได้เลยว่าทุกคนที่กำลังสนใจจะทำประกันนั้น ต้องเห็นชื่อของประกันที่หน้าตาแปลกประหลาดบ่อย ๆ เพราะมักจะมีเลขห้อยท้ายตามชื่อประกันมาด้วยเสมอ ยกตัวอย่างเช่น กรุงศรีประกันสะสมทรัพย์ แฮปปี้ เซฟวิ่ง 15/5 หรือกรุงศรี สุขใจ ได้คืนคุ้ม 14/6 (มีเงินปันผล) เป็นต้น

  1. บอกจำนวนปีที่ต้องจ่ายเบี้ย

ตัวเลขที่ระบุไว้บนชื่อของประกันจะถูกแบ่งออกเป็นเลขตัวหน้าและเลขตัวหลัง ถ้าจะดูว่าเราต้องจ่ายเบี้ยประกันสะสมทรัพย์ไปกี่ปี ให้สังเกตตัวเลขที่มีค่าน้อยกว่า โดยทั่วไปจะอยู่ข้างหลัง เช่น กรุงศรี สุขใจ ได้คืนคุ้ม 14/6 (มีเงินปันผล) ก็จะเท่ากับว่า แผนประกันนี้กำหนดระยะเวลาที่จะต้องชำระเบี้ยประกันต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 6 ปี แต่ถ้าหากเลขตัวหน้าและตัวเลขหลังมีจำนวนเท่ากัน หรือเป็นตัวเลขเดียวกัน นั่นก็จะเท่ากับว่า เราจะต้องจ่ายชำระเบี้ยประกันไปจนสิ้นสุดการคุ้มครอง

  1. บอกจำนวนปีที่คุ้มครอง

นอกจากจำนวนปีที่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันแล้ว จำนวนปีที่คุ้มครองชีวิตเราก็เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกเช่นกัน ซึ่งการสังเกตจำนวนปีที่ประกันให้ความคุ้มครองเรา ให้สังเกตตัวเลขที่มีค่ามากกว่า โดยทั่วไปจะอยู่ข้างหน้า เช่น กรุงศรี สุขใจ ได้คืนคุ้ม 14/6 (มีเงินปันผล) หมายถึงจะให้ความคุ้มครองถึง 14 ปี แต่จ่ายเบี้ยประกันตามกำหนดเพียง 6 ปีเท่านั้น

ประกันสะสมทรัพย์เป็นทั้งประกันและการลงทุนในรูปแบบการออมเงินแบบระยะยาว ซึ่งมีความแตกต่างและโดดเด่นจากการออมเงินกับธนาคารแบบทั่วไป ที่ปกติจะได้รับเฉพาะดอกเบี้ยรายปี การลงทุนกับประกันรูปแบบนี้เป็นการเริ่มต้นสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้แก่นักออมมือใหม่ได้ดี ได้ทั้งความคุ้มครองในชีวิตและสามารถนำไปใช้เพื่อลดหย่อนภาษีได้ แถมยังช่วยสร้างวินัยในการออมเงินเพื่อความมั่นคงทางการเงินของเราในอนาคตได้